วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2563

ข่าวดีส่งออกเดือน ส.ค.ฟื้นตัว สนค.ปาดเหงื่อลุ้นตัวโก่งตลอดปีนี้ติดลบ 8-5%

 


(24 ก.ย. 2563) น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยถึงสถิติการค้าระหว่างประเทศของไทยว่า เดือน ส.ค.ที่ผ่านมา การส่งออกมีมูลค่า 20,212 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลง 7.94% เมื่อเทียบกับเดือน ส.ค.2562 ถือเป็นตัวเลขที่น่าพอใจ ทั้งในแง่มูลค่าที่กลับมาส่งออกเกิน 20,000 ล้านเหรียญฯในรอบ 5 เดือนนับจากเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา และในแง่อัตราการขยายตัวที่ติดลบน้อยลง จากที่เคยลบสูงสุดถึง 23.17% ในเดือน มิ.ย. ถือว่าการส่งออกไทยพ้นจุดต่ำสุดแล้ว และกำลังจะเป็นขาขึ้น ในลักษณะเครื่องหมายถูก เมื่อคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 635,219 ล้านบาท ติดลบ 5.43% เมื่อหักมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ราคาผันผวนสูงออก ทั้งน้ำมัน ทองคำ และอาวุธ จะติดลบสูงถึง 14.11% ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 15,863 ล้านเหรียญฯ ลดลง 19.68% เมื่อคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 505,383 ล้านบาท ติดลบ 17.54% เกินดุลการค้า 4,349 ล้านเหรียญฯ หรือ 129,836 ล้านบาท


“8 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ส.ค.) การส่งออกมีมูลค่า 153,374 ล้านเหรียญฯ ลดลง 7.75% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เมื่อคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 4.777 ล้านล้านบาท ลดลง 8.34% และการนำเข้ามีมูลค่า 134,981 ล้านเหรียญฯ ลดลง 15.31% เมื่อคิดเป็นเงินบาทมีมูลค่า 4.257 ล้านล้านบาท เกินดุลการค้ามูลค่า 18,393 ล้านเหรียญฯ”


ปัจจัยที่ทำให้การส่งออกฟื้นตัวดีขึ้น แม้ว่ายังขยายตัวติดลบ มาจากการฟื้นตัวของภาคการขนส่งที่มีความคล่องตัวมากขึ้น การค้าโลกเริ่มฟื้นตัวอย่างช้าๆ หลายๆประเทศมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้กำลังซื้อเพิ่มขึ้น แต่เริ่มน่าเป็นห่วง เพราะบางประเทศเริ่มล็อกดาวน์อีกรอบ และสินค้าส่งออกสำคัญในกลุ่มเกษตรและอาหาร เช่น ข้าว ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง น้ำมันปาล์ม ทูน่ากระป๋อง เนื้อสุกร สิ่งปรุงรสอาหาร อาหารสัตว์เลี้ยง, กลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำงานที่บ้าน ของใช้ในบ้าน และซ่อมแซมบ้าน เช่น คอมพิวเตอร์ เฟอร์นิเจอร์ ตู้เย็นและตู้แช่แข็ง และสินค้าป้องกันการติดเชื้อ เช่น ถุงมือยาง ส่งออกได้ดีขึ้นตั้งแต่โควิด-19 ระบาด และยังดีจนถึงปัจจุบัน


ขณะที่รายละเอียดการส่งออกพบว่า สินค้าอุตสาหกรรม หดตัว 6.2% จากการลดลงของอัญมณีและเครื่องประดับ 55.6% สินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน 15.7% รถยนต์และส่วนประกอบ 28.7% เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์และส่วนประกอบ 18.3% แต่ถุงมือยาง เพิ่ม 125.9% เครื่องซักผ้า เพิ่ม 31.3% เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ เพิ่ม 35.8% ทองคำเพิ่ม 71.5% ขณะที่สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ลด 13.2% จากการลดลงของน้ำตาล 64.2% ผักผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป 28.7% ข้าว 15% แต่น้ำมันปาล์ม เพิ่ม 599.6% สุกรสดแช่เย็นแช่แข็ง เพิ่ม 962.1%


ทั้งนี้ ตลาดส่งออกพบว่า หลายตลาดติดลบน้อยลง บางตลาดเริ่มเป็นเทรนด์ขาขึ้น โดยตลาดหลัก ลดลง 4.1% แต่สหรัฐฯดีขึ้นต่อเนื่อง เพิ่มขึ้น 15.2% ญี่ปุ่น ลด 16.6% สหภาพยุโรป 15 ประเทศ ลด 16.9%, ตลาดศักยภาพสูง ลด 10.2% เช่น อาเซียน 5 ประเทศ ลด 16.5% อินเดีย ลด 18.8% จีน ลด 4%, ตลาดศักยภาพระดับรอง ลด 24.3% เช่น ทวีปออสเตรเลีย ลด 22.5% ตะวันออกกลาง ลด 30.3% ละตินอเมริกา ลด 34.7% ทวีปแอฟริกา ลด 9.6% ดังนั้น แนวโน้มการส่งออกคาดว่าจะดีขึ้นต่อเนื่อง แม้ยังมีโควิด-19 และมีข่าวความสำเร็จของการผลิตวัคซีนทำให้บรรยากาศการค้ากลับมาคึกคัก แต่ต้องระวังการระบาดซ้ำ


“ถ้าในช่วงที่เหลือของปีนี้ไทยยังรักษาระดับมูลค่าการส่งออกแต่ละเดือนได้ 20,000 ล้านเหรียญฯขึ้นไปตลอดทั้งปีนี้ ตัวเลขติดลบจะไม่ถึง 2 หลัก อย่างที่หลายๆฝ่ายได้ประเมินเอาไว้ โดยคาดว่าติดลบ 8% ถึงติดลบ 5% โดยมีมูลค่ารวมที่ 226,567-233,955 ล้านเหรียญฯ ซึ่งหากลบ 5% ช่วงที่เหลือของปีต้องทำมูลค่าให้ได้เดือนละ 20,145 ล้านเหรียญฯ และลบ 8% ต้องส่งออกให้ได้เดือนละ 18,298 ล้านเหรียญฯ”

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2563

โจรลามก ถอดกางเกงโชว์ของลับ ก่อนงัดเบาะจยย.ฉกทรัพย์สินหนี

 


เมื่อเวลา 12.00 น.วันที่ 23 กันยายน 2563 พ.ต.ท.นพรัตน์ หลวงสนาม พนักงานสอบสวนสภ.เมืองกาฬสินธุ์ได้รับแจ้งว่ามีเหตุคนร้ายถอดกางเกงโชว์อวัยวะเพศและขู่ชาวบ้าน ขณะกำลังถอนต้นกกไปทอเสื่อ ก่อนที่จะอาศัยจังหวะผู้เสียหายตกใจวิ่งหนีงัดเบาะรถจักรยานยนต์ที่จอดไว้ริมถนนแล้วนำเอาทรัพย์สินหลบหนีไป โดยเหตุเกิดที่ริมถนนเลียบคลองชลประทานระหว่างหมู่บ้านคุ้มคลองหลวง – บ้านกกกอก ต.เหนือ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ หลังรับแจ้งจึงรายงานไปยัง พ.ต.อ.ปริญญา คำเจริญ ผกก.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ พร้อมลงพื้นที่เข้าตรวจสอบร่วมกับ พ.ต.ท.สีหนาท  จันทร์เหลือง สว.สส.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ ร.ต.อ.อมร เดชศรี รองสว.สส.สภ.เมืองกาฬสินธุ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสภ.เมืองกาฬสินธุ์

 

โดยที่เกิดเหตุ พบผู้เสียหายทราบชื่อคือนางไพวรรณ์ ชาญสิทธิ์ อายุ 52 ปี อยู่บ้านเลขที่ 57 ม.12 บ้านเหล็กใต้ ต.เหนือ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ รอให้การกับเจ้าหน้าที่ และพบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าเวฟสีแดง-ดำ ทะเบียน 1 กฉ 6848 กาฬสินธุ์ของผู้เสียหายจอดอยู่ริมถนนติดกับทุ่งนา

 

จากการสอบถาม นางไพวรรณ์ เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุช่วงเวลาประมาณ 11.00 น.ตนได้ขี่รถจักรยานยนต์มาจอดไว้ที่บริเวณดังกล่าว และได้ลงไปในทุ่งนาห่างจากจุดจอดรถประมาณ 50 เมตร เพื่อไปเก็บต้นกกมาทอเสื่อขาย จากนั้นได้เห็นชายแต่งคล้ายชุดกีฬา สวมเสื้อและนุ่งกางเกงสีดำ รูปร่างผอม ผมสั้น ขี่รถจักรยานยนต์สีดำ ไม่ทราบยี่ห้อ มาจอดหลบในพุ่มไม้ข้างถนน ห่างจากตนประมาณ 70 เมตร ก่อนที่ชายคนดังกล่าวได้เดินออกมาจากพุ่มไม้แล้วถอดกางเกงหันหน้าโชว์อวัยวะเพศมาที่ตนอยู่นาน ซึ่งตนเห็นท่าไม่ดี และเกรงว่าจะเกิดอันตราย จึงตั้งสติวิ่งไปขอความช่วยเหลือชาวบ้านที่อยู่บ้านใกล้กับที่เกิดเหตุ จนเพื่อนบ้านพาออกมาดูรถจักรยานยนต์ที่จอดไว้ เห็นคนร้ายกำลังพยายามงัดเบาะรถ จึงพากันตะโกนไล่ ทำให้คนร้ายตกใจวิ่งไปขี่รถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่บริเวณพุ่มไม้หลบหนีไป จากนั้นตนได้เข้าไปดูที่เบาะรถพบว่าถูกงัดแล้วนำเอากระเป๋าพลาสติก ซึ่งข้างในมีแหวนทอง 2 วง น้ำหนักวงละหนึ่งสลึง เงินสดจำนวน 5,600 บาท โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง และเอกสารต่างๆหลบหนีไป จึงได้เข้าแจ้งความกับตำรวจ เพื่อให้ติดตามตัวคนร้ายดังกล่าว

 

อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่ของตำรวจเบื้องต้นพบว่าผู้เสียหายจำหน้าและรถของคนร้ายไม่ได้ ซึ่งยังคงอยู่ในอาการตกใจ  และยังให้การสับสนอยู่ แต่คาดว่าคนร้ายน่าจะเป็นคนในพื้นที่ ซึ่งขณะนี้ชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่สืบหาข่าวเพื่อติดตามตัวคนร้ายแล้ว

พระมหาไพรวัลย์ จี้ "พศ." ชง "มส." คืนสมณเพศให้กับอดีตพระพรหมดิลก

 


เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2563  พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ พระนิสิตปริญญาเอก สาขาวิชาสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้แสดงความเห็นต่อกรณีที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขดำ อท.196/2561 คดีฟอกเงินทุจริตจัดสรรงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ของวัดสามพระยา ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปราบการทุจริต 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องอดีตพระพรหมดิลก (เอื้อน หาสธมฺโม) อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา, กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร กับอดีตพระอรรถกิจโสภณ (สมทรง อรรถกฤษณ์) และเลขาฯเจ้าคณะกรุงเทพ เป็นจำเลยที่ 1-2 โดยศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายกฟ้องความว่า  


ต้องไม่ใช่แค่เรื่องของการยกฟ้องแล้วให้จบกันไปอย่างนี้นะ ต้องไม่ใช่เรื่องของการบอกว่า "มันเป็นคราวเคราะห์หรือกรรมเก่าของจำเลยเอง" อีกต่อไป ถึงเวลาแล้วที่เราควรจะต้องทำอะไรให้เป็นมาตรฐานกันเสีย ถึงเวลาที่จะต้องมาแก้ไขปรับปรุงในกฎระเบียบที่ไม่เป็นธรรม ที่ขัดต่อหลักของสิทธิและเสรีภาพ พระก็พลเมือง ควรได้รับการปฎิบัติในทางกฎหมายอย่างเท่าเทียมเสมอเหมือนกับผู้อื่น


ต่อกรณีนี้ ถึงในที่สุด ถ้าศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องอีก สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ควรต้องออกมาทำอะไรเพื่อแสดงถึงการขอขมากรรมและการสำนึกผิดในสิ่งที่ตนเองได้กระทำลงไปด้วย อาตมาอยากจะเสนอหรือจะบอกว่าเรียกร้องก็ได้ในเรื่องที่เป็นแนวทางซึ่งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติสามารถทำได้เกี่ยวกับเรื่องนี้ แนวทางที่อาตมากล่าวถึงมีอยู่ 3 ข้อ นั่นก็คือ


1. หากศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องตามศาลอุทธรณ์ ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เสนอความเห็นให้มหาเถรสมาคมพิจารณาชำระอธิกรณ์ตลอดจนถึงคืนสมณเพศให้กับพระพรหมดิลก ในฐานะที่ท่านมิได้เป็นผู้มีมลทินมัวหมอง


2. ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ออกแถลงการณ์ประกาศยืนยันถึงความบริสุทธิ์ ตลอดจนถึงประกอบพิธีขอขมากรรมต่อพระเถระที่ถูกกล่าวหาให้เป็นผู้ต้องมลทิน


3. ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เสนอไปยังรัฐบาลเพื่อให้พิจารณาคืนสมณศักดิ์ให้กับพระเถระเหล่านั้นด้วย


นี่เป็นสิ่งที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติควรกระทำนะ และอาตมาก็หวังว่าสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะทำด้วย  ทำเพราะเห็นแก่ความเป็นธรรม ทำเพราะเห็นแก่ความยุติธรรม อย่าให้สังคมไทยเวียนวนอยู่แบบนี้อีกเลย  อย่าให้ในอนาคตมีพระที่ต้องมีชะตากรรมอย่าง พระพิมลธรรม หรือพระพรหมดิลกอีกเลย


พร้อมกันนี้ดร.แสวง นิลนามะ ได้โพสต์ข้อความเป็นโครงสี่สุภาพ ความว่า 

 

กลับสู่สมณเพศ..........วิเศษสมัย

คืนร่มพระสงฆ์ไทย......มิ่งแก้ว

ครองธรรมวินัยไตร.....กาสาว์

คืนสุดยุติธรรมแล้ว.....เลิศหล้ามาเฉลิมฯ


รออวยสมณศักดิ์มอบ...พัดคืน ท่านเฮย

"พระพรหมดิลก"ยืน......แต่งตั้ง

อาวาส,ก.ท.ม.ผืน.........ผายหมด

มหาเถรควรเร่งรั้ง.........กลับฟื้นคืนสงฆ์ฯ


หยุดยื่นใครเล่าเลี้ยว....เยียวยา

ชุบชีพชูอาตมา............ผ่านไหม้

มัวหมองมืดมิดหา-........ใดพึ่ง

อิสรภาพสาบสูญใกล้....เกือบสิ้นชีวัง ฯ


เหมือนตายเกิดใหม่พ้น..ครหา

ป่วยหนักพักรักษา.........รอดพ้น

เรือแตกเวิ้งธารา............มหาสมุทร

เพียรว่ายวิริยะท้น.........สู่ด้าวแดนดิน ฯ

รัฐธรรมนูญฉบับไอลอว์ต้องตรวจสอบรายชื่อ คาดบรรจุไม่ทันสมัยประชุมนี้

 


23 ก.ย.2563 -  นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล เลขานุการประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีการเสนอกฎหมายแก้ไขรัฐธรรมนูญภาคประชาชน โดยกลุ่มโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ไอลอว์ว่า 


นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้เห็นชอบหลักการและเนื้อหาการแก้ไขเพิ่มเติมของภาคประชาชนที่ได้เสนอเข้ามา โดยได้กำชับให้เร่งรัดการพิจารณาตรวจสอบโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ มีกฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้อง 3 ฉบับ คือ 


1.รัฐธรรมนูญแห่งราชราชอาณาจักรไทย 2560 

2.พระราชบัญญัติว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย 2556 และ 

3.ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา 2563 


โดยเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมจะต้องไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยในการริเริ่มการเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญภาคประชาชนโดยนายจอน อึ๊งภากรณ์ และคณะได้มายื่นหนังสือขอเป็นผู้ริเริ่มญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2563 ทางสภาก็ได้ตรวจสอบหลักการ เนื้อหาและความถูกต้องตามมาตรา 255 แล้ว


นายสมบูรณ์ กล่าวว่า ส่วนคำถามว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญภาคประชาชนจำนวน 100,732 รายชื่อที่ได้ยื่นเข้ามา สามารถยกเว้นบางข้อบังคับเพื่อบรรจุเข้าที่ประชุมวันนี้ได้หรือไม่นั้น 


ขอเรียนว่า ประธานสภาเห็นชอบในหลักการและเนื้อหาแล้ว แต่ด้วยข้อกฎหมายและรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า จะต้องมีการตรวจสอบรายชื่อให้ถูกต้อง และย้ำว่าการเสนอกฎหมายทุกฉบับจำเป็นต้องดำเนินขั้นตอนตามกฎหมาย เพื่อให้เข้ามาถูกต้องตามหลักเกณฑ์ 


โดยตนขอเรียนว่าประธานสภาฯให้ความสำคัญมาก หากได้รับการตรวจสอบความถูกต้องตามรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้ว จะสามารถบรรจุเข้าที่ประชุมภายใน 15 วัน ซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบรายชื่อของผู้มีสิทธิ์เสนอชื่อเข้ามาทั้ง 100,732 รายชื่อ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าจะสามารถบรรจุเข้าไปในการประชุมรัฐสภาได้ในสมัยประชุมหน้า ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 1 พ.ย. 2563

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2563

สั่งย้ายแล้ว! ตร.คลิปฉาว ไถเงินหมื่นรถบรรทุก ลั่น! ถ้าผิดจริงฟันไม่เลี้ยง

 


(23 ก.ย. 2563) จากกรณีที่ชาวเน็ตมีการแชร์ต่อและวิพากษ์วิจารณ์ คลิปตำรวจ กำลังนับเงินและให้คืนกับชาวบ้านจำนวน 1,000 บาท โดยมีเสียงระบุว่าให้คืนเป็นค่าน้ำมัน อ้างว่า "จะบอกกับนายว่ารับมาเพียง 11,000 บาทเท่านั้น เพราะรู้สึกเห็นใจลูกหลานบ้านเดียวกัน" เหตุเกิดบริเวณร้านขายแตงโม ริมถนนสายขามทะเลสอ-ด่านขุนทด ซึ่งอยู่ในเขตความรับผิดชอบของ สภ.หนองสรวง อ.ขามทะเลสอ จ.นครราชสีมา ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น


ล่าสุดวันที่ 23 ก.ย. พล.ต.ต.สุจินต์ นิจพานิชย์ ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีดังกล่าวว่า ภายหลังจากที่ตนได้รับรายงานเรื่องนี้ ก็ได้ตรวจสอบคลิปในเบื้องต้น ทราบว่าคนที่อยู่ในคลิปเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นประทวน ยศนายดาบตำรวจ ตำเเหน่งผู้บังคับหมู่ปราบปราม สภ.หนองสรวง โดยตนได้สั่งการให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน พร้อมทั้งสั่งให้นายดาบตำรวจในคลิปคนดังกล่าวหยุดปฏิบัติหน้าที่เดิม และให้มาปฏิบัติหน้าที่ภายในสภ.หนองสรวงแทน


พล.ต.ต.สุจินต์ กล่าวต่อว่า เพื่อเปิดทางให้คณะกรรมการได้ดำเนินการตรวจสอบอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันก็ทราบว่าผู้เสียหายได้ไปแจ้งความไว้ที่ สภ.สีคิ้ว ซึ่งเป็นคนละพื้นที่เกิดเหตุในคลิป ทั้งนี้นโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปเรียกรับเงิน หรือขูดรีดประชาชน ซึ่งตำรวจทุกนายเข้าใจ และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด


พล.ต.ต.สุจินต์ กล่าวอีกว่า แต่อาจจะมีบ้างที่มีตำรวจนอกคอก ซึ่งก็ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดสำหรับตำรวจที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป อย่างไรก็ตาม กรณีที่เกิดขึ้นต้องรอผลสอบของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงก่อน เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย หากพบว่าผิดจริงต้องถูกดำเนินการอย่างเด็ดขาดแน่นอน

บรรจุ โควิด-19 โรคต้องห้ามพรบ.คนเข้าเมือง - จัดงบกลาง 204 ล้าน รับมือระบาดระลอก2

 


เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงให้เพิ่มโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เป็นโรคต้องห้าม ตามมาตรา 12(4) และมาตรา 44(2) แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง ตามที่กระทรวงมหาดไทย เสนอ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้โรคโควิด-19 เข้ามาแพร่ระบาดในประเทศไทย โดยกำหนดไว้ว่า ห้ามคนต่างชาติที่เป็นโรคโควิด-19 เข้ามาในประเทศไทย หรือเข้ามามีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร เพื่อเป็นการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสอดรับกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค


นอกจากนี้ ครม.ยังอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี 2563 งบกลาง รายการเงินสํารองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเป็น เพื่อเตรียมความพร้อมป้องกัน และแก้ไขปัญหาโควิด-19 ระยะการระบาดระลอก 2 จํานวน 204 ล้านบาท ตามที่กระทรวงสาธารณสุข เสนอ เพื่อให้สามารถควบคุมการระบาดของโรคที่อาจเกิดขึ้นในระลอก 2 ให้อยู่ในวงจํากัด ลดโอกาสการแพร่เชื่อเข้าสูประเทศ ลดผลกระทบทางสุขภาพ รวมถึงสามารถดูแลคนไทยและผู้เดินทางจากต่างประเทศ


ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะมีระยะเวลาต่อเนื่องยาวนาน ขณะที่ประเทศไทยได้ยกระดับการแจ้งเตือนโรคในผู้เดินทางให้หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาด ติดตามสถานการณ์โรคทั้งในประเทศ และต่างประเทศอย่างใกล้ชิด และบริหารจัดการทรัพยากร เสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบการเฝ้าระวัง ค้นหาผู้ป่วยโรคติดเชื้อโควิด-19 ที่มาจากต่างประเทศ

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2563

"โนอึล" ยังไม่สิ้นฤทธิ์ เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย 29 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ

(22 กันยายน 2563) นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า จากอิทธิพลพายุ “โนอึล” และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากกับมีลมแรงบางพื้นที่ ทำให้เกิดสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำไหลหลาก วาตภัย และดินสไลด์ โดยมีจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 29 จังหวัด ได้แก่ ลำปาง แพร่ ลำพูน ตาก เพชรบูรณ์ พิจิตร เลย อุดรธานี ขอนแก่น ชัยภูมิ มุกดาหาร อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด มหาสารคาม สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ นครราชสีมา ลพบุรี ปราจีนบุรี จันทบุรี ตราด ชุมพร ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล รวม 121 อำเภอ 236 ตำบล 436 หมู่บ้าน 1 เขตเทศบาล ประชาชนได้รับผลกระทบ 2,141 ครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 1 ราย (ระนอง) ผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย (เพชรบูรณ์)

แยกเป็น พื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมฉับพลันและน้ำไหลหลาก จำนวน 22 จังหวัด ได้แก่ ลำปาง แพร่ ลำพูน ตาก เพชรบูรณ์ พิจิตร เลย ขอนแก่น ชัยภูมิ มุกดาหารอุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ นครราชสีมา ลพบุรี ปราจีนบุรี จันทบุรี ตราด ชุมพร ระนอง และพังงา รวม 75 อำเภอ 121 ตำบล 233 หมู่บ้าน 1 เขตเทศบาล ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,856 ครัวเรือน ยังคงมีสถานการณ์ในจังหวัดแพร่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองแพร่ และอำเภอสูงเม่น รวม 5 ตำบล 23 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 110 ครัวเรือน ปัจจุบันระดับน้ำลดลง แต่ยังคงมีน้ำท่วมขัง 10 – 15 เซนติเมตร

พื้นที่ได้รับผลกระทบจากวาตภัย จำนวน 15 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ อุดรธานี ขอนแก่น มุกดาหาร อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด มหาสารคาม สุรินทร์ ศรีสะเกษ ตราด พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล รวม 56 อำเภอ 129 ตำบล 229 หมู่บ้าน บ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย 746 หลัง ผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย (เพชรบูรณ์) พื้นที่ได้รับผลกระทบจากดินสไลด์ จำนวน 2 จังหวัด ได้แก่ แพร่ และระนอง รวม 3 อำเภอ 3 ตำบล 3 หมู่บ้าน ผู้เสียชีวิต 1 ราย (ระนอง) ปัจจุบันยังคงมีสถานการณ์อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ รวม 1 ตำบล 1 หมู่บ้าน

นายชยพล กล่าวต่อว่า ปภ. ได้ประสานจังหวัด หน่วยทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งคลี่คลายสถานการณ์และให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเบื้องต้น โดยขนย้ายสิ่งของไปไว้ในที่สูงและเร่งระบายน้ำท่วมขัง รวมถึงแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค และวัสดุอุปกรณ์ซ่อมแซมบ้านเรือนแก่ผู้ประสบภัย พร้อมจัดเจ้าหน้าที่สำรวจและประเมินความเสียหาย เพื่อดำเนินการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ ทั้งการชดเชยความเสียหายของบ้านเรือนเป็นวัสดุก่อสร้าง หรือจ่ายเงินช่วยเหลือตามความเหมาะสม ท้ายนี้ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป